ในยุคสมัยที่การสร้างครอบครัวอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคู่รักหลายคู่ การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรือที่นิยมเรียกว่า “การทำกิฟต์” ได้กลายเป็นความหวังสำคัญ ทว่ากระบวนการนี้ต้องใช้เวลา การเตรียมตัว และการไปพบแพทย์หลายครั้ง ซึ่งอาจกระทบต่อการทำงาน พนักงานจำนวนมากจึงเกิดคำถามว่า สิทธิลาเพื่อไปหาหมอทำกิฟต์ นั้นมีหรือไม่ และ กฎหมายแรงงานไทย ให้ความคุ้มครองเรื่องนี้อย่างไร บทความนี้จะเจาะลึกถึงข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้พนักงานและนายจ้างเข้าใจถึงสิทธิและความรับผิดชอบร่วมกันในการสนับสนุนการสร้างครอบครัว
ความท้าทายของการมีบุตรยากและการทำกิฟต์
สถิติแสดงให้เห็นว่าคู่รักจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกาย จิตใจ และการเงิน การทำกิฟต์ เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ซับซ้อนและใช้ระยะเวลานาน ตั้งแต่การเตรียมร่างกาย การกระตุ้นไข่ การเก็บไข่ การปฏิสนธินอกร่างกาย ไปจนถึงการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่ครรภ์ แต่ละขั้นตอนต้องมีการนัดหมายแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงเวลาทำการปกติ ทำให้พนักงานที่อยู่ในกระบวนการนี้ต้องหยุดงานบ่อยครั้ง จึงเป็นที่มาของความกังวลเกี่ยวกับ สิทธิการลา และผลกระทบต่ออาชีพการงาน
กฎหมายแรงงานไทยกับสิทธิลาเพื่อการเจริญพันธุ์
แม้ว่าในปัจจุบัน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จะยังไม่มีมาตราใดที่ระบุถึง สิทธิลาเพื่อไปทำกิฟต์ โดยเฉพาะเจาะจง แต่พนักงานยังคงสามารถใช้สิทธิการลาที่มีอยู่ตามกฎหมายเพื่อวัตถุประสงค์นี้ได้ โดยพิจารณาจากกรณีต่างๆ ดังนี้
1. การลาป่วย
- ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลาป่วยปีหนึ่งไม่เกิน 30 วันทำงาน
- การนัดหมายแพทย์เพื่อทำกิฟต์ เช่น การฉีดยา การเก็บไข่ การย้ายตัวอ่อน ล้วนเป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่อาจส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย หรือมีอาการเจ็บปวดบางประการ ซึ่งสามารถถือเป็นการป่วยได้
- ลูกจ้างควรมีใบรับรองแพทย์เพื่อยืนยันการป่วยและการเข้ารับการรักษา เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการลา
2. การลากิจ
- ตามมาตรา 34 ลูกจ้างมีสิทธิลากิจเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง
- หากนายจ้างไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการลากิจไว้ หรือมีข้อกำหนดที่ไม่ได้ครอบคลุม การลาเพื่อการรักษาภาวะมีบุตรยาก ลูกจ้างอาจต้องเจรจากับนายจ้างเพื่อขอใช้สิทธินี้
- โดยทั่วไปแล้ว กิจธุระอันจำเป็นมักหมายถึงเรื่องที่ไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ และไม่สามารถทำในวันหยุดได้ การไปพบแพทย์เพื่อทำกิฟต์จึงอาจเข้าข่ายนี้ได้ในบางกรณี
3. ข้อตกลงพิเศษระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง
ในหลายๆ กรณีที่ กฎหมายแรงงาน ยังไม่ครอบคลุมอย่างชัดเจน การเจรจาและทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างลูกจ้างและนายจ้างเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
- นายจ้างบางรายอาจมีนโยบายสนับสนุนการสร้างครอบครัวของพนักงาน โดยการอนุญาตให้ ลาเพื่อทำกิฟต์ ได้เป็นกรณีพิเศษ หรือให้ใช้วันลาพักร้อนเพื่อการนี้
- การสื่อสารอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาระหว่างลูกจ้างกับฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้างาน จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและสามารถหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันได้
- การจัดทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ขั้นตอนการใช้สิทธิลาเพื่อไปทำกิฟต์
เพื่อความราบรื่นในการใช้ สิทธิลาเพื่อไปหาหมอทำกิฟต์ พนักงานควรปฏิบัติดังนี้:
- ศึกษาข้อบังคับบริษัท: ตรวจสอบนโยบายการลาของบริษัทว่ามีข้อกำหนดเกี่ยวกับการลาประเภทใดบ้าง และมีกรณีพิเศษสำหรับการรักษาทางการแพทย์หรือไม่
- ปรึกษาฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้างาน: แจ้งความประสงค์และพูดคุยถึงความจำเป็นในการลาเพื่อไปทำกิฟต์อย่างเปิดเผย เพื่อหาแนวทางร่วมกัน
- เตรียมเอกสารให้พร้อม: ขอใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลที่ทำการรักษา เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการลาทุกครั้ง
- วางแผนการรักษาและการทำงาน: ประสานงานกับทีมแพทย์เพื่อวางแผนการนัดหมายที่อาจส่งผลกระทบต่องานน้อยที่สุด และแจ้งตารางนัดหมายให้นายจ้างทราบล่วงหน้า
- จัดการงานที่ค้าง: พยายามสะสางงานที่รับผิดชอบ หรือมอบหมายงานให้เพื่อนร่วมงาน หากเป็นไปได้ เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท
บทบาทของนายจ้างในการสนับสนุนพนักงาน
การสนับสนุนพนักงานที่ต้องการสร้างครอบครัวผ่านการทำกิฟต์ ไม่เพียงแสดงถึงความใส่ใจต่อสวัสดิภาพของพนักงาน แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร และเพิ่มขวัญกำลังใจในการทำงาน
- สร้างความเข้าใจ: ให้ความรู้แก่ผู้บริหารและหัวหน้างานเกี่ยวกับความสำคัญและความยากลำบากของกระบวนการทำกิฟต์
- กำหนดนโยบายที่ชัดเจน: หากเป็นไปได้ ควรพิจารณากำหนดนโยบาย สิทธิลาเพื่อการเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะ หรือแนวทางปฏิบัติสำหรับการลาเพื่อวัตถุประสงค์นี้
- ให้ความยืดหยุ่น: พิจารณาความยืดหยุ่นในการทำงาน เช่น การปรับเปลี่ยนเวลาทำงาน หรือการทำงานจากที่บ้าน หากกระบวนการรักษาเอื้ออำนวย
- รักษาความเป็นส่วนตัว: เคารพความเป็นส่วนตัวของพนักงานที่อยู่ในกระบวนการรักษา
สรุป
สิทธิการลาเพื่อไปหาหมอทำกิฟต์ เป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและแนวคิดการสร้างครอบครัวในปัจจุบัน แม้ กฎหมายแรงงานไทย ยังไม่มีบทบัญญัติโดยตรง แต่พนักงานสามารถใช้สิทธิลาป่วย ลากิจ หรือเจรจากับนายจ้างเพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมได้ การสื่อสารที่เปิดเผย การเตรียมตัวอย่างดี และความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างพนักงานและนายจ้าง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานและการสร้างครอบครัวไปพร้อมกัน
หากคุณเป็นพนักงานที่กำลังอยู่ในเส้นทางนี้ อย่าลังเลที่จะปรึกษาฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้างานเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด หรือหากคุณเป็นนายจ้าง ลองพิจารณานโยบายที่ยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนพนักงานให้สามารถทำความฝันในการสร้างครอบครัวให้เป็นจริงได้

