วัคซีนอีสุกอีใส : ฉีดกี่เข็มถึงจะป้องกันได้ตลอดชีวิต? และคนเคยเป็นแล้วต้องฉีดซ้ำไหม?

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่คุ้นเคยกันดี ซึ่งมักจะแสดงอาการเป็นผื่นคัน ตุ่มน้ำใสทั่วร่างกาย แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วจะจัดเป็นโรคที่ไม่รุนแรงในเด็กที่มีสุขภาพดี แต่ก็สามารถสร้างความไม่สบายตัวและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ด้วยเหตุนี้ วัคซีนอีสุกอีใสจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรคนี้ คำถามที่หลายคนยังคงสงสัยคือ วัคซีนอีสุกอีใส ฉีดกี่เข็มถึงจะให้การป้องกันที่ยาวนานตลอดชีวิต? และหากเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว จำเป็นต้องฉีดวัคซีนซ้ำอีกหรือไม่? บทความนี้จะมาไขข้อสงสัยเหล่านี้ เพื่อให้คุณเข้าใจและสามารถดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวได้อย่างมั่นใจ

วัคซีนอีสุกอีใส ทำงานอย่างไร? สำคัญแค่ไหน?

อีสุกอีใสเกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus – VZV) ซึ่งแพร่กระจายได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสโดยตรง สารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ หรือการสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย โดยทั่วไปอาการจะเริ่มจากการมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ก่อนจะเกิดผื่นแดงขึ้นตามตัวและกลายเป็นตุ่มน้ำใสในที่สุด

วัคซีนอีสุกอีใสถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ VZV โดยใช้ไวรัสที่อ่อนฤทธิ์ลง (live-attenuated vaccine) เมื่อฉีดวัคซีนเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดีและเซลล์หน่วยความจำที่จำเชื้อไวรัสได้ ทำให้เมื่อร่างกายสัมผัสกับเชื้อไวรัสจริงในอนาคต ก็จะสามารถตอบสนองและป้องกันการเกิดโรคหรือลดความรุนแรงของอาการลงได้

ความสำคัญของการฉีดอีสุกอีใสไม่ได้จำกัดแค่การป้องกันตัวเอง แต่ยังช่วยลดการแพร่กระจายของโรคในชุมชน (herd immunity) และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือในกรณีร้ายแรงที่สุดคืออาการทางสมองที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

วัคซีนอีสุกอีใส ต้องฉีดกี่เข็ม? และป้องกันได้นานแค่ไหน?

จำนวนเข็มที่แนะนำสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

ตามคำแนะนำขององค์กรสาธารณสุขและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก การฉีดวัคซีนอีสุกอีใสให้ได้ผลดีที่สุดในการป้องกันโรคคือการฉีด 2 เข็ม

  • ในเด็ก: แนะนำให้ฉีดเข็มแรกเมื่ออายุ 12-18 เดือน และฉีดเข็มที่สองเมื่ออายุ 4-6 ปี หรืออย่างน้อย 3 เดือนหลังจากการฉีดเข็มแรก หากเด็กยังไม่เคยได้รับวัคซีนในช่วงวัยดังกล่าว ก็สามารถฉีด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างตามคำแนะนำของแพทย์
  • ในผู้ใหญ่และวัยรุ่น: สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสและไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกันประมาณ 4-8 สัปดาห์ การฉีด 2 เข็มจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและยาวนานกว่าการฉีดเพียงเข็มเดียว

เด็กกำลังได้รับการฉีดวัคซีนอีสุกอีใสจากแพทย์

การป้องกันตลอดชีวิตจริงหรือ?

เมื่อฉีดวัคซีนอีสุกอีใสครบ 2 เข็มแล้ว ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจะมีความแข็งแรงและสามารถป้องกันอีสุกอีใสได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง โดยทั่วไปแล้ววัคซีนอีสุกอีใส 2 เข็มให้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ถึง 90-98% และภูมิคุ้มกันนี้ถือว่าอยู่ได้นานหลายสิบปี หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการป้องกันเกือบตลอดชีวิตของผู้ที่ได้รับวัคซีน

แม้ว่าจะมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วยังคงเป็นอีสุกอีใสได้บ้าง (Breakthrough infection) แต่อาการมักจะรุนแรงน้อยกว่ามาก มีจำนวนตุ่มน้อยกว่า และหายเร็วกว่าผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน นอกจากนี้ ภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคงูสวัด (Shingles) ในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเกิดจากเชื้อ VZV ชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดอีสุกอีใสได้อีกด้วย

คนที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว ต้องฉีดวัคซีนซ้ำไหม?

ภูมิคุ้มกันธรรมชาติจากการติดเชื้อ

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อคนเราเคยเป็นอีสุกอีใสตามธรรมชาติ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและคงทน ซึ่งเชื่อว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้เกือบตลอดชีวิต ทำให้คนส่วนใหญ่ที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้วไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีสุกอีใสอีก อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่อาจต้องพิจารณาเป็นพิเศษ:

  • การติดเชื้อที่ไม่ชัดเจนหรือรุนแรงน้อย: บางคนอาจเคยติดเชื้ออีสุกอีใสในวัยเด็กโดยมีอาการน้อยมากจนไม่แน่ใจว่าเคยเป็นจริงหรือไม่ หรือเคยเป็นเมื่อมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจทำให้ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นไม่แข็งแรงเท่าที่ควร
  • การมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วย HIV ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน อาจไม่สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีแม้เคยเป็นโรคแล้ว

กรณีที่แนะนำให้ฉีดวัคซีนแม้เคยเป็นแล้ว

หากคุณไม่แน่ใจว่าเคยเป็นอีสุกอีใสจริงหรือไม่ หรือไม่มั่นใจในประวัติการติดเชื้อในอดีต แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดวัคซีนอีสุกอีใสเพื่อความมั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบุคคลเหล่านี้:

  1. ผู้ที่ไม่มีประวัติการเป็นอีสุกอีใสที่ชัดเจน: หากไม่เคยตรวจเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันมาก่อน และจำไม่ได้ว่าเคยเป็นหรือไม่ การฉีดวัคซีนเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย
  2. บุคลากรทางการแพทย์: ผู้ที่ทำงานในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล มีความเสี่ยงสูงที่จะสัมผัสกับเชื้อ และอาจแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้ป่วยที่อ่อนแอได้ จึงควรมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง
  3. ผู้หญิงที่วางแผนตั้งครรภ์: หากไม่เคยเป็นอีสุกอีใสหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรฉีดวัคซีนก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-3 เดือน เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
  4. ผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด: การมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประวัติสุขภาพและความเสี่ยงส่วนบุคคล แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อหาภูมิต้านทานต่อเชื้ออีสุกอีใสก่อนตัดสินใจว่าจะฉีดวัคซีนหรือไม่

ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนอีสุกอีใส

การฉีดวัคซีนอีสุกอีใสโดยทั่วไปมีความปลอดภัยสูง แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยเกิดขึ้นได้ เช่น อาการเจ็บปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำๆ หรือผื่นขึ้นเล็กน้อย ซึ่งมักจะหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน

อย่างไรก็ตาม มีข้อห้ามและข้อควรระวังบางประการ เช่น สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบในวัคซีน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอเพื่อพิจารณาความเหมาะสมและวางแผนการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง

วัคซีนอีสุกอีใสเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคและลดความรุนแรงของอาการ คำแนะนำปัจจุบันคือการฉีด 2 เข็มเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและยาวนานเกือบตลอดชีวิต สำหรับผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว โดยทั่วไปมักจะมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ แต่หากไม่แน่ใจหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง การปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการตรวจหาภูมิคุ้มกันหรือการฉีดวัคซีนเสริมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อย่ารอช้าที่จะวางแผนการป้องกันอีสุกอีใสอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณและคนที่คุณรัก

This site uses cookies to offer you a better browsing experience. By browsing this website, you agree to our use of cookies.