หลังมีเพศสัมพันธ์ หลายคนอาจสงสัยว่า “ต้องทำอะไรต่อ?” หรือ “จำเป็นต้องตรวจอะไรไหม?” โดยเฉพาะกรณีที่มีความเสี่ยง เช่น ไม่ได้ป้องกัน ถุงยางแตก หรือมีคู่นอนใหม่ เพราะฉะนั้นการดูแลตัวเองหลังมีเพศสัมพันธ์อย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD/STI) และป้องกันปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ค่ะ
เรื่องน่ารู้หลังมีเพศสัมพันธ์
- ดูแลร่างกายทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์
- กรณีที่มีความเสี่ยงสูง ต้องทำอย่างไรบ้าง?
- หลังมีเพศสัมพันธ์ควรตรวจอะไรบ้าง?
- ป้องกันอย่างไรให้ปลอดภัยในอนาคต?
ดูแลร่างกายทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์
บางคนอาจคิดว่าแค่จบกิจกรรมก็พอแล้วนี่? แต่ความจริงแล้วช่วงเวลาหลังมีเพศสัมพันธ์คือช่วงที่ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือการระคายเคืองมากกว่าปกติ การดูแลตัวเองทันทีจึงช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้
✅ ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์
การปัสสาวะทันทีช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) ในผู้หญิงท่อปัสสาวะสั้นกว่า ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย
การ ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยขับเชื้อโรคที่อาจเข้าสู่ท่อปัสสาวะออกไป ลดโอกาสติดเชื้อค่ะ
✅ ล้างทำความสะอาดภายนอก
-
ใช้น้ำสะอาดหรือน้ำสบู่อ่อน ๆ
-
หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด เพราะอาจทำให้เสียสมดุลแบคทีเรียตามธรรมชาติ
ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ อาจมีเหงื่อ สารคัดหลั่ง และแบคทีเรียจากผิวหนัง ดังนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดหรือสบู่อ่อน ๆ ช่วยลดการระคายเคืองและการอักเสบ
✅ สังเกตอาการผิดปกติ
-
ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นแรง
-
แสบขัดเวลาปัสสาวะ
-
มีผื่น แผล ตุ่ม หรือปวดท้องน้อย
หากมีอาการเหล่านี้ ควรพบแพทย์ เพื่อตรวจทันที
กรณีที่มีความเสี่ยงสูง ต้องทำอย่างไรบ้าง?
ความเสี่ยงสูงคืออะไร? คือกรณีที่คุณมีเพศสัมพันธ์โดย:
- ไม่ได้ใส่ถุงยาง
- ถุงยางรั่ว แตก หลุด
- มีคู่นอนหลายคน
- ไม่ทราบประวัติคู่นอน
พิจารณายาคุมฉุกเฉิน (ในผู้หญิง)
ควรรับประทานภายใน 72 ชั่วโมง (ยิ่งเร็ว ยิ่งมีประสิทธิภาพ)
ปรึกษาเรื่องยาป้องกัน HIV (PEP)
การรับ ยา PEP ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสความเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
หลังมีเพศสัมพันธ์ควรตรวจอะไรบ้าง?
- ตรวจ HIV สามารถตรวจพบได้เร็วที่สุดประมาณ 10–14 วันด้วยวิธี NAT แต่โดยทั่วไปแนะนำตรวจแบบมาตรฐานที่ 3–4 สัปดาห์หลังความเสี่ยง และควรตรวจซ้ำที่ 3 เดือนเพื่อยืนยันผลให้แน่ชัด
- ซิฟิลิส สามารถตรวจเลือดได้ประมาณ 3–4 สัปดาห์หลังสัมผัสความเสี่ยง เพราะร่างกายต้องใช้เวลาสร้างแอนติบอดีให้ตรวจพบ
- หนองในและหนองในเทียม สามารถตรวจได้ค่อนข้างเร็ว โดยตรวจปัสสาวะหรือสารคัดหลั่งได้ตั้งแต่ประมาณ 5–7 วันหลังสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะหากมีอาการผิดปกติ เช่น แสบขัดหรือตกขาวผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที
- ไวรัสตับอักเสบ B และ C แนะนำตรวจเลือด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบบี หรือไม่ทราบสถานะภูมิคุ้มกันของตนเอง
- ตรวจการตั้งครรภ์ ควรตรวจประมาณ 14 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือหลังประจำเดือนขาด เพื่อให้ฮอร์โมนการตั้งครรภ์สูงพอที่จะตรวจพบได้อย่างแม่นยำ
ป้องกันอย่างไรให้ปลอดภัยในอนาคต?
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
- ฉีดวัคซีน HPV และวัคซีนตับอักเสบ B
- ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ
- พูดคุยเรื่องประวัติสุขภาพกับคู่นอนอย่างตรงไปตรงมา
และเพื่อให้มั่นใจว่าคุณปลอดภัยและปลอดโรค ควรพบแพทย์เพื่อตรวจโรคค่ะ
หลังมีเพศสัมพันธ์ การดูแลตัวเองไม่ได้จบแค่การทำความสะอาด แต่ควรประเมินความเสี่ยง และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม การรู้เร็ว ตรวจเร็ว รักษาเร็ว ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและปกป้องทั้งตัวคุณและคนที่คุณรัก
หากไม่แน่ใจว่าควรตรวจอะไรเมื่อไร ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละคนนะคะ

